The Flash (2023) ในเช้าวันที่เมืองเซ็นทรัลซิตี้กำลังเริ่มต้นด้วยความสับสนวุ่นวายของผู้คนที่เร่งรีบทำงาน แบร์รี่ อัลเลนยืนมองภาพสะท้อนตัวเองในกระจกหน้าร้านกาแฟ มองเห็นเพียงเงาของชายคนหนึ่งที่แบกรับทั้งโลกไว้บนบ่า ทั้งในฐานะพนักงานระดับล่างของกองพิสูจน์หลักฐาน และในเวลาเดียวกัน เขาคือ The Flash ซูเปอร์ฮีโร่พลังสปีดฟอร์ซ ผู้มักถูกเรียกใช้ยามเกิดเหตุฉุกเฉินแทบทุกวินาทีของชีวิต เขาเหน็ดเหนื่อยจากการช่วยเหลือผู้คน แต่ไม่เคยปริปากบ่น เพราะอย่างน้อย การวิ่งเร็วก็ทำให้เขารู้สึกเหมือนได้หนีจากความเจ็บปวดที่ฝังลึกในใจ แต่ไม่ว่าจะวิ่งเร็วแค่ไหน เขาก็ไม่เคยหนีพ้นความจริงเรื่องครอบครัวของเขาได้เลย
แม่ของเขา นอรา อัลเลน ถูกฆาตกรรมอย่างลึกลับตั้งแต่เขายังเป็นเด็กเล็ก ๆ และพ่อของเขา เฮนรี่ อัลเลน คือคนที่ถูกจับกุมในข้อหาฆ่าภรรยาตนเอง แม้ว่าแบร์รี่จะร้องตะโกนบอกทุกคนจนเสียงแหบแห้งว่า “พ่อบริสุทธิ์” แต่ระบบยุติธรรมกลับไม่เคยเชื่อในสิ่งที่เขาพูด ความจริงที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังมีเพียงความเลือนรางและปริศนาที่ไม่มีคำตอบ การสูญเสียครั้งนั้นคือบาดแผลที่ไม่มีวันหาย และเป็นแรงผลักดันเดียวที่ทำให้เขายืนหยัดในทุกวัน ทันทีที่เสียงสัญญาณฉุกเฉินดังขึ้นในหูจากระบบสื่อสารของทีมฮีโร่
แบร์รี่ก็พุ่งออกไปด้วยความเร็วเหนือจินตนาการ สีแดงสดของสายฟ้าจากชุด Flash ลากผ่านตัวเมืองราวกับเส้นแสงที่ผ่ากลางโลก เขากำลังมุ่งหน้าไปยังเหตุปล้นธนาคารที่ซับซ้อน และบรูซ เวย์น หรือแบทแมน ก็กำลังเผชิญสถานการณ์หนักอยู่กลางเมืองก็อตแธม การไล่ล่าบนท้องถนนเต็มไปด้วยระเบิด พลุไฟ และความมืดที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองแห่งอาชญากรรม แต่แบร์รี่ก็เข้าร่วมช่วยแบทแมนได้ทันเวลา ร่วมแก้สถานการณ์ด้วยการควบคุมสภาพการล่มสลายของโรงพยาบาลที่ลูกอ่อนหลายสิบชีวิตกำลังจะตกลงมาจากชั้นสูง เขาวิ่งไต่กำแพงขณะที่เวลาเหมือนหยุดนิ่ง จัดการทุกอย่างด้วยความแม่นยำขั้นเทพราวกับการเต้นอยู่ระหว่างช่องว่างของเสี้ยววินาที
หลังภารกิจคลี่คลาย บรูซเตือนเขาแบบเงียบขรึมหยั่งลึกว่า “อย่าเล่นกับเวลา เพราะสิ่งที่เสียไปไม่เคยกลับมาเหมือนเดิม” คำพูดนั้นติดอยู่ในหัวแบร์รี่ ไม่ต่างจากความทรงจำของแม่ในวันที่ถูกพรากไป มันทั้งกัดลึกและเย็นเยือก แต่เขากลับเลือกเพิกเฉย เพราะความเจ็บปวดในใจมันเสียงดังเกินกว่าจะฟังเหตุผลใด ๆ วันที่เขากลับไปเยี่ยมพ่อในเรือนจำ พ่อของเขายังคงเป็นชายที่อ่อนโยนและยอมรับชะตากรรม แม้จะไม่ใช่สิ่งที่เขาควรต้องรับ เขาบอกแบร์รี่ว่า “ลูกต้องไปต่อ ใช้ชีวิตของลูก อย่าให้พ่อเป็นตัวถ่วง” แต่แบร์รี่กลับยิ่งรู้สึกไม่ยุติธรรม เขาไม่ต้องการเห็นพ่อแก่ตัวไปหลังลูกกรงในข้อหาที่ไม่เคยก่อ เขาไม่อยากให้โลกนี้พรากสิ่งสำคัญของเขาไปอีกแล้วแม้เพียงอย่างเดียว
คืนนั้นขณะที่เขาวิ่งออกไปกลางความมืด ความเร็วของเขาทะลุขีดจำกัดเข้าสู่พื้นที่ที่เรียกว่า Speed Force ราวกับจักรวาลกำลังเปิดประตูอีกบานให้เขามองเห็นอดีตที่เกิดขึ้นต่อหน้า เขาเห็นภาพแม่กำลังทำอาหาร เห็นเด็กชายแบร์รี่กำลังหัวเราะ ได้ยินเสียงที่คิดถึงที่สุด ทั้งหมดลอยวนอยู่ในสนามพลังที่หมุนเป็นวงแหวกกาลเวลา ความคิดอันบ้าบิ่นได้ผุดขึ้นในหัวอย่างชัดเจน“ถ้าเขาสามารถวิ่งให้เร็วกว่าเดิมอีกนิด เขาจะย้อนเวลาได้” แม้จะรู้ว่าสิ่งนี้คือการท้าทายกฎของจักรวาล แต่แบร์รี่เลือกที่จะเชื่อหัวใจมากกว่าเหตุผล เขาตัดสินใจย้อนเวลากลับไปเพื่อ “เปลี่ยนอดีต” แม้ราคาที่ต้องจ่ายจะสูงเพียงใด เขาก็ยอม
ทันทีที่เขาผ่าข้ามเส้นของความเร็วสูงสุด จักรวาลเหมือนถูกบิดเบือนเหมือนภาพสะท้อนในกระจกน้ำ ความทรงจำเก่าและใหม่ปะทะกันเหมือนกระแสไฟไหลย้อน ทุกสีสันหมุนวนจนแทบมองไม่เห็นขอบเขตของเวลา เขาตกลงสู่จุดที่แม่ยังมีชีวิต เขาแทรกแซงอดีตอย่างง่ายดายด้วยการเปลี่ยนวัตถุเพียงชิ้นเดียวในซูเปอร์มาร์เก็ตที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์การสังหารแม่ของเขา เหตุการณ์นั้นเล็กนิดเดียว แต่ส่งผลใหญ่หลวงต่อเส้นเวลา เมื่อเขากลับมาสู่ปัจจุบัน ความจริงกลับไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เมืองเซ็นทรัลดูมีความสุขขึ้น ผู้คนดูสงบกว่าเดิม และเมื่อเขารีบกลับบ้าน แม่ของเขายังมีชีวิตอยู่จริง ๆ ทั้งรอยยิ้ม การกอด ความอบอุ่น มันคือความฝันที่แบร์รี่อยากเก็บไว้ตลอดชีวิต พ่อของเขาก็ไม่ติดคุก ทุกอย่างเหมือนปาฏิหาริย์ที่เขาเป็นคนสร้างขึ้นด้วยมือของตัวเอง
แต่ไม่นานความผิดปกติก็เริ่มเผยตัว โลกใบนี้ไม่มีสมาชิก Justice League ที่เขารู้จัก ไม่มีซูเปอร์แมน ไม่มีวันเดอร์วูแมน ไม่มีอควาแมน ทุกอย่างว่างเปล่าในแบบที่น่ากลัว บนโลกใบนี้ มนุษย์เหนือมนุษย์ไม่มีอยู่เลยแม้แต่คนเดียว และที่ประหลาดที่สุด แบทแมนไม่ใช่บรูซ เวย์น ที่เขาคุ้นเคยอีกต่อไป แต่เป็นชายสูงวัยผู้สันโดษที่สวมชุดค้างคาวในรูปลักษณ์ที่แตกต่างอย่างสุดขั้ว เขาคือ “แบทแมนเวอร์ชันอื่น” ผู้ผ่านสงครามที่แตกต่างจากบรูซของเขา และมีประสบการณ์ในแบบที่โหดร้ายและซับซ้อนยิ่งกว่า เขามีความลึกและความแข็งกระด้างที่มาจากการใช้ชีวิตบนเส้นแบ่งของความดีและความผิดที่พร่าเลือน แต่สิ่งที่ทำให้โลกที่เปลี่ยนไปยิ่งน่าหวาดหวั่น คือการปรากฏตัวของ “นายพลซอด” ผู้มาจากอดีตเส้นเวลาเดิมของซูเปอร์แมน แต่คราวนี้เขามาพร้อมกองทัพที่ไม่มีใครต้านได้ เพราะไม่มียอดมนุษย์คนใดเหลืออยู่บนโลกนี้ที่จะคอยปกป้องผู้บริสุทธิ์
แบร์รี่รู้ทันทีว่าเขาต้องแก้ไขทุกอย่าง แต่ความยากอยู่ตรงที่ว่า การกระทำของเขาได้สร้าง “ตัวเขาอีกคน” ในโลกนี้ขึ้นมา แบร์รี่วัยรุ่นที่ไร้พลัง ใสซื่อ และยังไม่ได้กลายเป็น Flash แบร์รี่คนใหม่ผู้นี้คือผลกระทบจากการเปลี่ยนอดีต และเขากำลังดึงเส้นเวลาให้ยิ่งซับซ้อนขึ้นทุกวินาทีที่ยังมีชีวิตอยู่ สองแบร์รี่ร่วมมือกันกับแบทแมนเวอร์ชันใหม่ และพบซูเปอร์เกิร์ลที่ถูกขังไว้แทนที่ซูเปอร์แมนในเส้นเวลานี้ เธอคือคริปโตเนียนผู้มีพลังยิ่งใหญ่ แต่ถูกโลกปฏิบัติเหมือนภัยคุกคาม พวกเขาต้องนำพลังของเธอมาร่วมต่อสู้เพื่อแทนซูเปอร์แมนที่ไม่มีอยู่ การปะทะกับนายพลซอดเหมือนสงครามที่ไม่มีทางชนะ ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามกี่ครั้ง แบทแมนก็ต้องตาย ซูเปอร์เกิร์ลก็โดนสังหาร มนุษย์ธรรมดาไม่อาจต้านทานพลังของกองทัพคริปโตได้เลย ทุกครั้งที่ล้มเหลว แบร์รี่วัยรุ่นจะย้อนเวลาอีกครั้งเพื่อแก้ไข แต่กลับพบว่าทุกครั้งยิ่งทำให้เหตุการณ์เลวร้ายลง เส้นเวลาเริ่มปะทะซ้อนกันเป็นชั้น ๆ เหมือนแก้วแตกที่ไม่อาจประกอบกลับ
ในที่สุดแบร์รี่ตัวจริงเข้าใจสิ่งที่บรูซเคยเตือน “อดีตบางอย่างถูกออกแบบมาให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจักรวาลใดก็ไม่อาจหลีกหนีมันได้” เขาค่อย ๆ ตระหนักว่าการยื้อชีวิตแม่ไว้คือการทำให้จักรวาลทั้งหมดสั่นคลอน เส้นเวลาที่เขาปรับแต่งนั้นไม่เคยสมบูรณ์ และไม่มีวันสมบูรณ์ เพราะมันคือสิ่งที่ไม่ควรเกิดตั้งแต่แรก ฉากสำคัญที่สุดของเรื่องจึงไม่ใช่การต่อสู้กับซอด แต่เป็นการตัดสินใจของแบร์รี่ที่ต้อง “ยอมรับความจริงของการสูญเสีย” เพื่อปกป้องความเป็นจริงของจักรวาลทั้งหมด เขาย้อนกลับไปในอดีตอีกครั้ง เพื่อบอกลาความทรงจำที่เขารักที่สุด พูดขอโทษแม่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยน้ำตา แม้ว่าแม่จะไม่รู้ว่าเขาคือใครในช่วงเวลานั้น แต่ความอบอุ่นที่เธอแสดงออกกลับยิ่งทำให้การตัดสินใจของเขาเจ็บปวดขึ้นเป็นทวีคูณ เขาปล่อยให้เหตุการณ์ดำเนินตามเดิม ปล่อยให้ประวัติศาสตร์เป็นอย่างที่มันควรจะเป็น ยอมให้แม่จากไปเพื่อรักษาทุกจักรวาลไม่ให้ล่มสลาย
เมื่อเขากลับสู่ปัจจุบัน ทุกอย่างเหมือนเดิมเกือบทั้งหมด ยกเว้นบางสิ่งบางอย่างที่เปลี่ยนเล็กน้อยจากผลของการปรับเส้นเวลาแบบละเอียดอ่อน เช่นหลักฐานบางชิ้นในคดีพ่อของเขาถูกบันทึกด้วยภาพจากกล้องมุมใหม่ ทำให้พ่อได้รับโอกาสใหม่ในชั้นศาล แม้จะไม่ใช่การแก้ไขทุกอย่างแบบสมบูรณ์ แต่ก็เพียงพอจะทำให้เขารู้สึกว่า เขาได้ทำสิ่งที่ถูกต้องโดยไม่ทำลายความเป็นจริง แม้เขาจะสูญเสียสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตไปตลอดกาล แต่เขาได้เรียนรู้ว่า การเป็นฮีโร่ไม่ได้หมายถึงการวิ่งเร็วที่สุด หรือการท้าทายโชคชะตา คือการรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่ตามมา แม้ว่ามันจะเจ็บปวดหรือยากจะยอมรับเพียงใดก็ตาม
รูปแบบสไตล์หนังเรื่อง The Flash (2023)
สไตล์หนังเรื่อง The Flash (2023) เรื่องนี้ตีความในแบบไซไฟดราม่า มัลติเวิร์สสเกลใหญ่ ที่ผสานความรวดเร็วและความอลังการของภาพ เอฟเฟกต์ของสปีดฟอร์ซที่ถูกออกแบบให้มีความเป็น “มิติแห่งความทรงจำ” ที่หมุนวนและบิดเบือนเวลาเหมือนงานศิลปะไหลลื่น ตัวหนังใช้การเล่าเรื่องเชิงอารมณ์ลึก ตัดสลับความเร็วของการวิ่งกับความช้าอย่างละเอียดของช่วงเวลาแห่งความเศร้า ผสมท่าทีแบบ coming-of-age ของฮีโร่ผู้ต้องเติบโตจากการสูญเสีย ใช้โทนภาพราวกับภวังค์หลุดออกจากความจริงในฉาก Speed Force และกลับมาสู่ความเป็นดินเป็นหญ้าในฉากบ้านแม่เพื่อสะท้อนความต่างของโลกภายในและภายนอกของแบร์รี่
สรุปรีวิวหนัง The Flash (2023)
The Flash (2023) เวอร์ชันนี้คือเรื่องราวของชายผู้พยายามแก้ความอยุติธรรมในชีวิตด้วยพลังที่เหนือมนุษย์ แต่กลับต้องเรียนรู้ว่าบางเหตุการณ์เกิดขึ้นเพื่อให้ชีวิตเดินหน้า และการเป็นฮีโร่ที่แท้จริงคือการยอมรับความจริง แม้มันจะโหดร้ายเพียงใดก็ตาม แบร์รี่สูญเสียแม่อีกครั้ง แต่ก้าวออกจากบาดแผลนั้นด้วยความเข้มแข็งกว่าเดิม พร้อมมองอนาคตใหม่ของโลกที่เขาต้องปกป้องต่อไป ไม่ใช่เพราะอยากแก้ไขอดีต แต่เพราะอยากรักษา “ปัจจุบัน” ที่เขามีอยู่อย่างแท้จริง





